ก.ม.ใหม่ปลดล็อกมหาวิทยาลัยวิจัย

คลอด ก.ม.ใหม่ปลดล็อกมหาวิทยาลัยวิจัย

ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) แถลงข่าวผลการประชุมเชิงปฏิบัติการร่วมกับอธิการบดีจากเครือข่ายมหาวิทยาลัยวิจัย 12 แห่งว่า วท.กับ 12 มหาวิทยาลัยจะทำงานร่วมกันในกระทรวงใหม่ ที่จะเป็นการนำร่องการปฏิรูประบบราชการ โดยกระทรวงใหม่จะมีความเป็นราชการน้อยลง แต่มหาวิทยาลัยจะมีบทบาทในการขับเคลื่อนประเทศมากขึ้นผ่านงานวิจัยที่จะไปเชื่อมต่อกับภาคอุตสาหกรรม ซึ่งขณะนี้มีแนวโน้มดีขึ้นโดยผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) เดิมมีสัดส่วนเพียง 0.4 เปอร์เซ็นต์ เพิ่มขึ้นเป็น 0.7 เปอร์เซ็นต์ และตั้งเป้าถึง 1 เปอร์เซ็นต์ในปี 2561 และอีก 20 ปีข้างหน้าจะไปถึง 2-3 เปอร์เซ็นต์ ที่สำคัญขณะนี้ภาคอุตสาหกรรมมีสัดส่วนการลงทุนถึง 75 เปอร์เซ็นต์ มูลค่าเกินแสนล้านบาทแล้ว ชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยกำลังก้าวสู่การพัฒนาครั้งใหญ่ และในระยะอันใกล้จะมีการจัดตั้งอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาคเพื่อรองรับภาคอุตสาหกรรมเพิ่มที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) ซึ่งขณะนี้คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติในหลักการแล้ว นอกจากนี้จะมีการจัดตั้งเมืองนวัตกรรมอาหารใน 12 มหาวิทยาลัยทั้งที่ จุฬาฯ ม.มหิดล ม.เกษตรศาสตร์ ม.เทคโนโลยี พระจอมเกล้าธนบุรี เป็นต้น ที่สำคัญ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สั่งให้เร่งผ่านกฎหมายส่งเสริมการใช้ประโยชน์ผลงานวิจัยและนวัตกรรม มีสาระให้สิทธิ์อาจารย์มหาวิทยาลัยเป็นเจ้าของผลงานวิจัยและสามารถออกไปเป็นสตาร์ตอัพได้ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ โดยภายใน 1 เดือน กฎหมายดังกล่าวจะแล้วเสร็จจะเป็นการพลิกโฉมหน้ามหาวิทยาลัยไทย

รมว.วท.กล่าวต่อว่า กระทรวงใหม่ที่จะจัดตั้งขึ้นจะมีกลไกเอื้อต่อการพัฒนา มีการบริหาร 2 ภารกิจ ได้แก่ 1.ระดับนโยบายและจัดสรรทุน และ 2.ระดับปฏิบัติการ แบ่งภารกิจเป็น 2 ด้าน คือ ด้านการอุดมศึกษา และด้านการวิจัยและนวัตกรรม ที่ครอบคลุมทั้งด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สังคมศาสตร์ และมนุษยศาสตร์ รวมถึงการพัฒนาและยกระดับโครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อเชื่อมโยงการทำงานระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา สถาบันวิจัย และภาคสังคม/ชุมชน และจะมีสถาบันวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมแห่งชาติ (National Institute of Science, Technology, and Innovation : NISTI) ที่ดำเนินการวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีขั้นสูง การวิจัยขั้นแนวหน้า การวิจัยพื้นฐาน และการวิจัยประยุกต์ เชื่อมโยงกับมหาวิทยาลัยที่มีงานวิจัยและพัฒนาอยู่แล้ว ทั้งนี้ที่ประชุมเห็นว่าหน่วยงานวิจัยทั้งหมดควรมาทำงานร่วมกันผ่านกลไกอุทยานวิทยาศาสตร์ เขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) เมืองนวัตกรรมอาหาร เป็นต้น.