‘ธนาธร’ ปลุกนักศึกษา ‘ม.ขอนแก่น’ เลือกตั้งกำหนดอนาคตประเทศ

'ธนาธร' ปลุกนักศึกษา 'ม.ขอนแก่น'

‘ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ’บรรยายพิเศษ “นโยบายสาธารณะกับการพัฒนาสังคมไทย” ที่ ม.ขอนแก่น ชี้การพัฒนาประเทศต้องสอดคล้องและกระจายอำนาจให้บริหารจัดการตนเอง พร้อมปลุกพลังนักศึกษาร่วมกำหนดประเทศ ด้วยการออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง
นักศึกษาสาขารัฐประศาสนศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เชิญนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ว่าที่หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ บรรยายพิเศษในหัวข้อ “นโยบายสาธารณะกับการพัฒนาสังคมไทย” โดยนายธนาธร ระบุถึงนโยบายที่มีการแข่งขันกันมากที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย ก็คือจำนำข้าวกับประกันราคาข้าว ที่ขับเคี่ยวกันในหลายรัฐบาล นอกจากนั้น การเสนอนโยบายรัฐสวัสดิการ เพื่อเป็น safety net ให้ประชาชน หน้าที่ของพรรคการเมืองคือการเสนอนโยบาย ส่วนหน้าที่ของประชาชนคือการเลือกพรรคที่มีนโยบายตรงใจมากที่สุด

“ความสัมพันธ์เช่นนี้ถือเป็นหน้าที่ของนโยบายสาธารณะในประเทศไทย โดยความสำคัญคือต้องดูว่าในแต่ละรัฐบาล แต่ละพรรคการเมือง ให้ความสำคัญกับคนกลุ่มใด เรื่องอะไร ซึ่งการออกแบบนโยบายตามการจัดลำดับความสำคัญนั้นๆ เท่ากับการออกแบบอนาคตของประเทศว่าจะเดินหน้าไปในทิศทางใด”

นายธนาธร ยกตัวอย่างการจัดสรรทรัพยากรของประเทศผ่านการ ชี้ให้เห็นถึงการจัดสรรงบฯ สวัสดิการสุขภาพถ้วนหน้า หรืองบประมาณบัตรทอง เปรียบเทียบกับงบประมาณกระทรวงกลาโหม ก่อนรัฐประหาร 2549 งบประมาณบัตรทองสูงกว่างบฯทหารมาก แสดงว่าเกิดการเลือกอย่างมีนัยสำคัญโดยพรรคการเมืองว่าจะเอางบฯไปใช้ในทางไหน เพื่อใคร แต่หลังรัฐประหาร ก็เกิดความเปลี่ยนแปลง จนงบทหารโตกว่างบบัตรทองอีกครั้งในการรัฐประหารปี 2557 ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าปรัชญาของนโยบายสาธารณะ คือการต้องมีจุดยืน อุดมการณ์ที่ชัดเจนว่าจะใช้เงินไปเพื่ออะไร ให้ความสำคัญกับอะไร

นายธนาธรยังยกตัวอย่างด้วยว่าถ้าตัดงบประมาณกระทรวงกลาโหมให้กลับมาเท่าก่อนรัฐประหาร 2549 ก็จะได้งบประมาณกลับมาปีละ 68,300 ล้านบาท ซึ่งถ้านำเงินก้อนนี้มาเพิ่มเบี้ยยังชีพคนชรา จาก 600 บาท เป็น 1,200 บาทต่อเดือน ให้คนชรา 8.5 ล้านคนทั่วประเทศ ก็ใช้เงินเพียง 61,200 ล้านบาทเท่านั้น หรือถ้ายกเลิกการให้สิทธิพิเศษทางภาษี BOI ที่ให้กับกลุ่มทุนใหญ่ จะได้งบประมาณเพิ่ม 240,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งถ้านำเงินจำนวนนี้ไปใช้ในการพัฒนาระบบสวัสดิการสาธารณสุข ก็จะสามารถทำให้ประชาชนทั้งประเทศได้เข้าถึงสวัสดิการสาธารณสุขในระดับเดียวกับราชการ โดยใช้เงินเพียง 234,000 ล้านบาท

นายธนาธร ย้ำว่าการทำนโยบายสาธารณะยังเป็นการเปิดพรมแดนใหม่ๆ เป็นกลไกในการกำหนดอนาคตของประเทศ เช่นกรณีประเทศไทย ในรอบ 30 ปีที่ผ่านมา ภาคการเกษตรของไทยโตน้อยกว่าภาคอื่นๆ โดยเฉพาะ 10 ปีที่ผ่านมา จีดีพีจากภาคการเกษตรไม่ได้เติบโตขึ้นเลย แรงงานในภาคการเกษตรก็น้อยกว่าภาคอื่นอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งที่ภาคการเกษตรเป็นแหล่งงานอันดับหนึ่งของประเทศ มากถึง 32.3%

จึงเป็นเหตุให้ไทยตกอยู่ในกับดักรายได้ปานกลาง ไม่มีทางกลายเป็นประเทศร่ำรวยได้ เพราะประชากรส่วนใหญ่อยู่ในตำแหน่งงานที่รายได้น้อย โดยนายธนาธรเสนอว่าการจะทำให้ไทยพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางได้ ต้องอาศัยการยกระดับเกษตรให้กลายเป็นอุตสาหกรรม แปรรูป ใช้นวัตกรรมเทคโนโลยีเข้ามาเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน

อย่างไรก็ดีที่สำคัญไปกว่าการจัดลำดับความสำคัญในการใช้งบประมาณ เป้าหมายในการใช้ ในการจัดสรรทรัพยากร ต้องดูว่าใครเป็นเจ้าของอำนาจในการจัดสรรทรัพยากร เพื่อจะได้ใช้ทรัพยากรได้อย่างตรงจุด มีประสิทธิภาพมากที่สุด นำมาซึ่งความสำคัญของการกระจายอำนาจ เพราะรัฐราชการรวมศูนย์อุ้ยอ้ายและไม่สามารถตอบโจทย์ที่หลากหลายของท้องถิ่นได้

นายธนาธร ได้ยกตัวอย่างเปรียบเทียบเมืองซุก ในสวิตเซอร์แลนด์ กับคดีเบี้ยกุดชุมของไทย นายกเทศมนตรีเมืองซุก ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆที่มีประชากรเพียงมีวิสัยทัศน์ว่าอีกไม่นาน เงินอิเล็กทรอนิกส์จะมาแทนที่สกุลเงินกระแสหลัก จึงประกาศนโยบายให้การทำธุรกรรม จ่ายภาษีต่างๆให้เทศบาล ใช้บิทคอยน์หรืออีเธอเรียมได้ ทำให้ตอนนี้ที่นี่กลายเป็นเมืองหลวงบิทคอยน์โลก

ในขณะที่ไทยมีการใช้เบี้ยกุดชุมในปี 2540 เพื่อแก้ปัญหาค่าครองชีพสูง มีลักษณะเป็นเงินชุมชน ใช้แลกเปลี่ยนระหว่างคนในพื้นที่ ปรากฏว่าผิดกฎหมาย กระทรวงการคลังไม่ยอมให้ใช้ เช่นเดียวกับเมืองคาโทวิช ในโปแลนด์ กลายเป็นเมืองที่รกร้างเพราะเดิมทำเหมืองแร่ แล้วแร่หมด ปรากฏว่าเทศบาลเมืองมีวิสัยทัศน์ว่าอีสปอร์ตกำลังมาแรง จึงสร้างสเตเดียมขนาดใหญ่ให้เอกชนมาจัดแข่งอีสปอร์ต ทำให้ตอนนี้คาโตวิชกลายเป็นเมืองหลวงของอีสปอร์ตโลก

ในไทยมีตัวอย่างความพยายามที่จะใช้วิสัยทัศน์ของท้องถิ่นพัฒนาเมือง เช่น พิพิธภัณฑ์เมืองอุดรธานี ที่บริหารจัดการโดยเทศบาลนครอุดรธานี เล่าประวัติศาสตร์แบบมองจากสายตาท้องถิ่น เรื่อง GI เมียเช่า ไม่ใช่แค่การบอกเล่าประวัติศาสตร์กระแสหลักแบบที่คนกรุงเทพฯมอง

เช่นเดียวกับขอนแก่น ที่พยายามสร้างระบบคมนาคมที่ดีในเมือง ทำระบบรถไฟรางเบา โดยอาศัยความร่วมมือจาก 5 เทศบาล รวมตัวในนามบริษัทขอนแก่นพัฒนาเมือง แต่กลับใช้เวลาหลายปีในการขออนุญาตจากกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงคมนาคม ใช้เวลาถึง 5 ปีเพียงเพื่อขอใบอนุญาตจากหน่วยงานราชการส่วนกลาง

ซึ่งนายธนาธรสรุปว่าการพัฒนาประเทศ ออกนโยบายสาธารณะที่ตรงกับความต้องการของท้องถิ่น ปลดปล่อยศักยภาพ ความคิดสร้างสรรค์ของประเทศไทย ไม่มีทางเกิดได้หากไม่มีการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นบริหารจัดการตนเอง

ทั้งนี้ ในช่วงท้ายของการบรรยาย มีการเปิดให้นักศึกษาถามคำถาม ซึ่งมีคำถามว่าจะทำอย่างไรให้เข้าถึงนโยบายสาธารณะ ในเมื่อท้องยังหิว คุณภาพชีวิตยังไม่ดี หนี้สินยังท่วมตัว จะเริ่มจากตรงไหนก่อน ซึ่งนายธนาธรตอบสั้นๆว่า “ไปเลือกตั้ง”